ความจริงแล้วไม่อยากบ่น แต่ต้องขอบ่นหน่อยเศรษฐกิจแบบนี้ หลังจากที่ชาลีโดนเล อ๊อฟ จากที่ทำงานก็ทำให้ต้องใช้จ่ายอะไรแบบระวังมากขึ้น ไม่ซื้อของสุลุ่ยสุล่าย กิเลสก็หมดไปโดยไม่ต้องบังคับขู่เข็น ความจริงแล้วกิเลสเรื่องซื้อของ ซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองนี่หมดไปตั่งแต่ท้องลุ๊คกี้แล้ว
หลังจากที่เศรษฐกิจทำให้สามีต้องโดนออกจากงาน ก็แน่นอนต้องเอาตังค์ที่เก็บไว้เพื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินมาใช้ ดีหน่อย(คิดในแง่ดี)ที่อเมริกาสามารถไฟร์ อันเอ็มพลอยเมนท์ได้ แต่อย่าให้พูดถึงตรงนั้นเลยว่าพอหรือเปล่าสำหรับครอบครัว จริง ๆ แล้วมันไม่พอจริง ๆ ถ้าต้องมารอและดีเพนออนมันนี่ ที่ทางรัฐบาลเขา ขูดเลือดจากเราไป แล้วก็กระเบียดกระเสียนจ่ายเรากลับมา ดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าอะไรต่ออะไรเยอะ เหมือนเมื่อก่อน แค่ต้องจ่ายค่า ประกันสุขภาพ และ ประกันรถเท่านั้นเอง ถึงได้บอกว่า รู้สึกยกย่องสิ่งที่ไม่เคยยกย่องมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ
เข้าเรื่องดีกว่า ที่อยากบ่นเพราะว่าด้วยความที่เราทำงาน สามีทำงานโดนหักแท็คไปแบบที่คนที่ทำงานจะรู้ว่ามันเยอะเวลาที่เราทำงานแล้วเห็นเช็คที่ได้ต้องโดนหักไอ้โน้น ไอ้นี้ไป เหลือให้เรากลับมาบ้านแค่ เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นของรายได้ที่สมควรจะได้จริง ๆ แล้วมันน้ำตาตกในทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องกระเบียดกระเสียนตรงนี้เก็บไว้เพื่อฉุกเฉินอีก ไม่เหลือที่จะทำอะไรได้เลยพูดตรง ๆ
ถึงตรงนี้รัฐบาลเมกัน ยังมีระบบสำหรับคนที่ไม่ได้ตกงาน แต่ไม่ทำงาน ที่รู้กันอยุ่คือ เวลแฟร์(มันไม่แฟร์ซะหน่อย) ให้คนพวกนี้ เข้าเรื่อง เมื่อวานไปซื้อกับข้าว เดี๋ยวนี้ซื้อของ หนึ่งร้อยเหรียญ ต่างกันอย่างกับฟ้ากับดินกับสมัย(ไม่นานนัก)เมื่อ ห้าปีที่แล้ว ซื้อสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น นมลูก น้ำส้ม กับข้าวต่อ สัปดาห์(จะถึงหรือเปล่าขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรด้วย) ไก่ และ หมู อย่างละหนึ่งแพ็ค ขนมปังหนึ่งแถว ชีเรียวโอ (มาเล่าว่าซื้ออะไรไปบ้าง) จ่ายไป เกือบ ร้อยกว่าเหรียญ ก็ประมาณ แปดสิบสามเหรียญ เห็นรถเข็นมีถุงใส่กับข้าวต่าง ๆ แค่ สีถุงเท่านั้นเอง (ทำมัยของมันแพงขนาดนี้)
ก็รอจ่ายตังค์ แต่ก็ต้องมาสะดุดที่ครอบครัวหน้าเรา ที่เขาจ่ายกับข้าวเหมือนกัน ดูของเขาแล้วก็ไม่มีอะไรมากนะ มีกาแฟ จากสตาร์บัค น้ำตาล(สงสัยกาแฟหมดบ้านปูคิด) มันฝรั่งกรอบสองถุง ป๊อปคอร์น ถุงใหญ่ ๆ ที่เป็นแบบ ชีสสีขาว แล้วก็น้ำผลไม้เป็นจุ๊ส ซี่ จุ๊ส ก็รอจ่ายตัง สักพัก ลูกสาวอายุประมาณ ห้า หรือ หกขวบก็ร้องจะเอาแคนดี้ หรือหมากฝรั่งนี่แหละ ที่เขามีไว้ที่ชั้น ๆ ก่อนจะเข่าจ่ายตังค์ ปูมองไปเห็นคนที่เป็นผู้ชาย สามีของครอบครัวหรือเปล่าใช้ บัตร ฟู๊ดสแต็ม
ถึงตรงนี้อึ้ง ตุบนิดหน่อย รู้สึกโมโห ปน น้อยใจในชะตากรรมของเราตะงิดตะงิด ว่าโห พวกใช้ เวลแฟร์นี่นา โห ดื่มกาแฟสตาร์บัคซะด้วย ซึ่งเราเคยชอบนะสมัยทำงาน ซื้อดื่มทุกวัน แต่ซื้อมาทำกาแฟที่บ้านจะถูกกว่าเยอะ แต่โห ได้ยินลูกสาว ร้องจะเอาหมากฝรั่งให้ได้ แล้วแม่ก็หยิบให้สองอัน แล้วก็รวมไปกับของที่ต้องจ่ายหรือ ต้องสแตมร์แล้วทำให้รู้สึกว่านี่มันอะไรกันนี่ เราต้องมาประหยัด ตะงิด ตะงิดเพื่อคนพวกนี้เหรอ เงินที่โดนหักไปทุกเพเช็ค ต้องมาซื้อกาแฟที่แพงระดันนึ่งในอเมริกันที่ไม่ทำงานเหรอ ลูกอยากกินจั๊ง ก็ไม่สอนลูกให้สงบสเงียมเจียมตัวเลยซักนิด เห็นแล้วโมโหมาก ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าซื้อไม่ได้นะกาแฟสตาร์บัค ที่รู้สึกไม่ดี คือเขาไม่สอนลูกให้รู้จักว่าอะไรดี หรือไม่ดี มากกว่า
ลูกเราอยากได้จั๊งแบบนี้จะสอนให้ว่าไม่ดี เอาอย่างอื่นที่มีประโยชน์จะดีกว่า แต่นี่ไม่เลยทำเหมือนรวยเอาวางไว้ที่แคทเชียร์ แล้วก็ส่งบัตรให้เขาแสตมป์ พร้อมตรวจ ไอดี แล้วก็หิ้วถุงช๊อปปิ้งออกไป(มีแต่ของจั๊ง ๆ ทั้งนั้นเท่าที่เห็น)
เศร้ากับเรื่องแบบนี้ เลยต้องขอบ่นหน่อย ถ้าต้องทำงานแล้วเอาเงินส่วนเพเช็ค ญี่สิบห้าเปอร์เซ็นไปให้พวกที่อดอยากปากแห้งที่ เอทิโอเปีย หรือ ประเทศไหนก็ตามยังรู้สึกอยากจะทำงานให้หนักขึ้น ให้เงินนั้นมันได้ประโยชน์มากกว่านี้ซะดีกว่า
เฮ้อ ไม่ชอบเลยระบบแบบนี้
3 comments:
อ่านแล้วเข้าใจเลย ปู ตอนนี้เลยรู้สึกดีมากๆที่ทำงานที่ซาอุแล้วไม่ต้อง้สียภาษีเลยซักแดงเดียว เคยไปซื้อชองที่ซุปเปอร์แล้วเห็นคนที่ใช้ฟู้ดสแตมป์เหมือนกัน ทั้งคันรถมีแต่จั๊งค์ฟู้ดจริงๆอ่ะ
อ้าวคุณอ้อมแอบแวะมาทักทาย คิดถึงมากค่าเห็นมาหาแกรนม่า กับ แกรนป้าหนูเจดแล้วเงียบหายไปเลย
ปูว่าคุณอ้อมกับคริสเข้มแข็งมากนะไปแปลกที่แปลกทถิ่นแล้วสามารถปรับตัวได้นี่นับถือมาก ๆ
เรื่องภาษีอยู่ที่นี่มานาน ๆ แล้วเริ่มเซ็งปะ อะไร ๆ มันก็ภาษีหมดทุกอย่างเงินที่ควรจะเป็นเงินเก็บของเราก็ต้องเป็นของรัฐบาลไป พูดแล้วน่าเบื่อ ๆ เนอะ
ของพี่นอกจากเซ็งเรื่องภาษีแล้วยังเซ็งเรื่องระบบประกันด้วยอ่ะ เป็นอะไรที่ล้มเหลวสุดๆ >:(
Post a Comment